บทที่ 8 ตัดขาด
หญิงสาวเอื้อมมือไปกดปุ่มเรียกพยาบาล ไม่นานนักพยาบาลคนเดิมก็เปิดประตูเข้ามาด้วยท่าทีรีบร้อน
"มีอะไรผิดปกติหรือเปล่าคะคุณมนต์สิชา ปวดแผลตรงไหนหรือเปล่า" เธอถามอย่างเป็นห่วง
"เปล่าค่ะ" มนต์สิชาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นจนคนฟังชะงักไปเล็กน้อย "ฉันแค่จะรบกวนขอใช้โทรศัพท์ของโรงพยาบาลหน่อย โทรศัพท์มือถือของฉันคงหายไปตอนอุบัติเหตุ... ฉันมีเรื่องด่วนต้องติดต่อคนคนหนึ่ง"
พยาบาลลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ "ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ"
เมื่อโทรศัพท์ไร้สายถูกนำมาวางตรงหน้า มนต์สิชากดหมายเลขสิบหลักที่จำได้ขึ้นใจ สัญญาณรอสายดังอยู่เพียงสามครั้ง ปลายสายก็กดรับ
"สวัสดีครับ คุณมนต์สิชา"
เสียงทุ้มและเป็นทางการของกวิน ทนายความส่วนตัวของภพธรดังขึ้น น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แว่วเสียงพลิกกระดาษและเสียงคีย์บอร์ดเบา ๆ แทรกเข้ามา บ่งบอกชัดเจนว่าเขากำลังนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศตามปกติ ไม่มีวี่แววตื่นตระหนกหรือรับรู้ถึงความผิดปกติใด ๆ
มนต์สิชาแค่นยิ้มขื่นขมในใจ ทนายกวินไม่รู้เรื่องเลย... ทั้งที่พยาบาลบอกว่าทางโรงพยาบาลติดต่อไปหาเลขาฯ ของภพธรหลายครั้งแล้วแท้ ๆ
ผู้ชายคนนั้นคงรู้เรื่องอุบัติเหตุของเธอแล้ว... แต่ไม่สนใจไยดีเธอเลยสักนิด
สำหรับเขา ความเป็นความตายของเธอคงเป็นแค่เรื่องน่ารำคาญ เขาถึงได้สั่งให้เลขาฯ จ่ายบิลค่ารักษาแล้วปัดเรื่องทิ้งไปให้พ้นตัว ไม่คิดแม้แต่จะใส่ใจแจ้งให้ทนายส่วนตัวหรือใครในบริษัทรับรู้ด้วยซ้ำ
"ทนายกวิน..." มนต์สิชาเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
"ครับผม มีเรื่องอะไรให้ผมรับใช้หรือเปล่าครับ หรือว่าทางคฤหาสน์มีปัญหาต้องการให้ทีมกฎหมายเข้าไปดูแล" กวินถามกลับอย่างสุภาพ เขาไม่ได้เอะใจด้วยซ้ำว่าน้ำเสียงของลูกความสาวแปลกไปจากเดิม
"ตอนนี้ฉันอยู่โรงพยาบาล"
"ครับ? โรงพยาบาล?" ปลายสายชะงักไปเล็กน้อย "คุณมนต์ไปทำอะไรที่นั่นครับ ไม่สบายหรือว่า..."
"ฉันประสบอุบัติเหตุรถชน"
เสียงคีย์บอร์ดที่ปลายสายหยุดชะงักลงทันที ตามมาด้วยเสียงเก้าอี้เลื่อนครูดกับพื้นอย่างแรง
"อุบัติเหตุ! ร้ายแรงแค่ไหนครับ แล้วทำไม... ทำไมผมถึงไม่รู้เรื่องเลย ทำไมไม่มีใครในวี-กรุ๊ปได้รับรายงานเรื่องนี้" น้ำเสียงของทนายหนุ่มเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกและเคร่งเครียดในเสี้ยววินาที "ผมจะรีบรายงานท่านประธานเดี๋ยวนี้เลยครับ ท่านน่าจะกำลังเตรียมตัว..."
"ไม่ต้องแจ้งเขา" มนต์สิชาสั่งเสียงเฉียบขาด
"แต่คุณมนต์ครับ นี่มันเรื่องใหญ่มาก..."
"ฉันบอกว่าไม่ต้องแจ้ง... นี่คือคำสั่ง"
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก สะกดกลั้นความเจ็บแปลบที่ซี่โครง "ฉันยังไม่ตาย สติสัมปชัญญะก็ยังครบถ้วนดี... และฉันโทรศัพท์หาคุณในฐานะลูกความ ไม่ใช่ในฐานะภรรยาเจ้านายคุณ"
จังหวะหายใจของทนายหนุ่มในสายสะดุดไป เขาทำงานให้ครอบครัววรเวชกุลมานาน รู้จักนิสัยของมนต์สิชาดี เธอคือผู้หญิงที่โอนอ่อนและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งมาตลอด แต่น้ำเสียงที่ดังผ่านสายมาตอนนี้กลับแข็งกร้าวและทรงอำนาจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"เอาแฟ้มสัญญาแต่งงานที่ทำไว้เมื่อสามปีก่อนติดตัวมาด้วย" เธอสั่งรวดเร็วเพื่อไม่ให้เขาประท้วง "แล้วมาหาฉันที่โรงพยาบาล ตอนนี้เลย และจำไว้ว่าห้ามให้คุณภพธรรู้เรื่องนี้เด็ดขาด จนกว่าฉันจะอนุญาต"
ปลายสายเงียบไปอึดใจใหญ่ ราวกับกำลังประมวลผลความผิดปกติที่เกิดขึ้น กวินตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
"เข้าใจแล้วครับ ผมจะไปถึงที่นั่นภายในสี่สิบนาที"
มนต์สิชากดวางสาย เธอหลับตาลงพิงพนักเตียง เก็บสะสมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
...
เวลาสี่สิบนาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้าสำหรับคนรอ
ก๊อก... ก๊อก...ก๊อก...
บานประตูห้องพักฟื้นถูกผลักเปิดออกเบา ๆ ร่างสูงในชุดสูทสีเทาเข้มของทนายกวินก้าวเข้ามา ใบหน้าที่มักจะเคร่งขรึมอยู่เป็นนิจฉายแววตื่นตะลึงเมื่อเห็นสภาพของคนบนเตียงผู้ป่วย
รอยฟกช้ำตามใบหน้า แขนที่ถูกพันด้วยผ้าพันแผล และร่องรอยของอุปกรณ์ทางการแพทย์ บ่งบอกถึงความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เฉียดใกล้ความตาย ทว่าสิ่งที่ทำให้กวินชะงักฝีเท้า ไม่ใช่สภาพร่างกายที่บอบช้ำ แต่เป็นแววตาของมนต์สิชา
ดวงตากลมโตที่เคยหวานซึ้ง บัดนี้กลับนิ่งสนิทและเย็นเยียบ เธอนั่งหลังตรงพิงพนักเตียง แผ่บรรยากาศเด็ดขาดและทรงอำนาจจนไม่เหลือคราบคนป่วยที่เพิ่งรอดพ้นจากความตาย
กวินสูดลมหายใจเข้าลึก เดินตรงมาหยุดยืนที่ปลายเตียง เขากระชับแฟ้มเอกสารสีดำในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย
"ผมนำเอกสารที่คุณต้องการมาแล้วครับ คุณมนต์สิชา" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
มนต์สิชาปรายตามองแฟ้มในมือเขา ก่อนจะเลื่อนสายตากลับขึ้นมาสบตากับทนายความ ริมฝีปากบางที่ซีดเซียวขยับเอ่ยความประสงค์ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและไม่มีความลังเล
"ดีมากค่ะทนายกวิน..." เธอเว้นจังหวะ สายตาจดจ้องเขาอย่างแน่วแน่ "ช่วยร่างสัญญาใบหย่าและข้อตกลงแยกกันอยู่ให้ฉันที... ฉันต้องการหย่าขาดจากคุณภพธรให้เร็วที่สุด"
